Optional Vaccine : วัคซีนทางเลือก

ความรู้เรื่องวัคซีนเพื่อประชาชน
cannot loaded image.

วัคซีนทางเลือก หรือ วัคซีนเสริม คือ วัคซีนที่มีประสิทธิภาพดี มีประโยชน์ในการป้องกันโรค แต่ไม่ได้อยู่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข (วัคซีนพื้นฐาน) ดังนั้นเราจะเลือกฉีดหรือไม่ก็ได้ เพราะมีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งในปัจจุบัน วัคซีนทางเลือกเหล่านี้ได้มีการพัฒนาโดยการรวมหลาย ๆ วัคซีนในเข็มเดียว จึงทำให้ได้รับหลายภูมิคุ้มกันโรคในเข็มเดียว อีกทั้งยังทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้อีกด้วย

ตารางคำแนะนำการใช้วัคซีนที่อยู่นอกแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
ของกระทรวงสาธารณสุข

ชื่อวัคซีน ผู้ที่ควรได้รับวัคซีน อายุที่ควรได้รับและกำหนดการรับวัคซีน
โรต้า (Rotavirus) - เด็กทั่วไปที่ควรได้รับ โด๊สแรกอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์และไม่เกินอายุ 15 สัปดาห์ - วัคซีนชนิด monovalent หยอด 2 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4 เดือน ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และโด๊สสุดท้ายไม่เกินอายุ 8 เดือน
- วัคซีนชนิด pentavalent หยอด 3 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน แต่ละโด๊สห่างกันไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์ และโด๊สสุดท้ายไม่เกินอายุ 8 เดือน
- วัคซีนทั้ง 2 ชนิดสามารถให้พร้อมกับ OPV ได้ หรือ ห่างกันเป็นเวลาเท่าใดก็ได้ และสามารถกินนมแม่ได้
ฮิบ
(Haemophilus influenzae type b)
- เด็กทั่วไปที่มีอายุ 2 เดือน - 2 ปี
- เด็กทุกอายุที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ม้ามทำงานผิดปกติ
- อายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ฉีด 1-3 เข็ม ห่างกันทุก 2 เดือน ขึ้นกับอายุที่เริ่มให้วัคซีน ดังนี้ :
• กรณีที่ใช้วัคซีนชนิด PRP-T ถ้าอายุที่เริ่มฉีดต่ำกว่า 6 เดือน ให้ 3 เข็ม, อายุ 7-11 เดือน ให้ 2 เข็ม และ อายุ 12-24 เดือน ให้เข็มเดียว
• ฉีดกระตุ้น 1 เข็ม เมื่ออายุ 12-18 เดือน และห่างจากเข็มสุดท้ายอย่างน้อย 2 เดือน โดยเด็กที่แข็งแรงดีอาจไม่ต้องฉีดกระตุ้นก็ได้
• หลังอายุ 24 เดือน ไม่ต้องฉีดยา ยกเว้นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องให้ฉีด 2 เข็มห่างกัน 2 เดือน
อีสุกอีใส
(Varicellazoster)
- บุคคลทั่วไปที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน โดยให้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่
- ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรืออยู่บ้านเดียวกันกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ให้ได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
- บุคลากรทางการแพทย์ ที่ยังไม่เคยเป็นโรค หรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
- ห้ามให้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องทุกสาเหตุ ยกเว้นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่มี CD4 มากกว่าร้อยละ 15
- เด็กอายุ 1-12 ปี ให้ 2 เข็ม เข็มแรกแนะนำให้ฉีดเมื่ออายุ 12-18 เดือน เข็มที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี แต่ในกรณีที่มีการระบาด อาจฉีดครั้งที่สองก่อนอายุ 4 ปีได้ โดยต้องห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
- เด็กอายุตั้งแต่ 13 ปี และผู้ใหญ่ให้ 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
- ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่มีอาการของภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และมี CD4 มากกว่าร้อยละ 15 แนะนำให้ 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน
ตับอักเสบเอ (Hepatitis A) - บุคคลทั่วไปที่อายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันและมีความเสี่ยงต่อโรคตับรุนแรง เช่น ผู้ที่เป็นโรคตับเรื้อรัง
- ควรพิจารณาให้แก่ผู้ประกอบอาหาร ผู้ที่อยู่ในสถาบันที่มีคนอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก เช่น สถานเลี้ยงเด็ก สถานกักกัน กองทัพ ที่อาจเกิดการระบาดของโรคได้บ่อย
- ผู้ที่จะเดินทางไปในที่ที่มีการระบาดหรือมีความชุกของโรคสูง
- อายุ 1 ปี ขึ้นไปฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน
(อายุ 1-18 ปี ฉีดขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดในผู้ใหญ่)
นิวโมคอคคัส
(Streptococcus pneumoniae)
ชนิด 23-valent polysaccharide
- บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อนิวโมคอคัสมากกว่าคนปกติหรือรุนแรงกว่าคนปกติที่มีอายุ 2 ปี ขึ้นไป เช่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดโดยเฉพาะชนิดเขียวและผู้ป่วยภาวะหัวใจวาย โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีน้ำไขสันหลังรั่ว และผู้ป่วยปลูกถ่าย cochlear - อายุ 2 ปี ขึ้นไป แนะนำให้ฉีดวัคซีน 2 เข็ม ห่างกัน 5 ปี
- อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม
นิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae)
ชนิด 10-valent conjugate (PCV-10)
และ 13 valent conjugate (PCV-13)
- เด็กปกติที่มีอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์ขึ้นไป จนถึง 5 ปี
- เด็กที่มีความเสี่ยงได้แก่ เด็กทุกอายุที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีความเสี่ยงต่อโรค เช่น ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดโดยเฉพาะ ชนิดเขียวและผู้ป่วยภาวะหัวใจวาย โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีน้ำไขสันหลังรั่ว และผู้ป่วยปลูกถ่าย cochlear
- ผู้ใหญ่ทุกคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไป
- จำนวนครั้งที่ฉีด ขึ้นอยู่กับอายุที่เริ่มฉีด โดยแต่ละเข็มควรห่างกัน 6-8 สัปดาห์ ดังนี้
• ถ้าเริ่มฉีดที่อายุ 2-6 เดือน ให้ 3 ครั้ง
• ถ้าเริ่มฉีดที่อายุ 7-23 เดือน ให้ 2 ครั้ง
• ถ้าเริ่มฉีดที่อายุ 24-59 เดือน ให้ครั้งเดียว ยกเว้นเป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งควรให้ 2 ครั้ง
• หลังอายุ 5 ปี แนะนำให้เฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง โดยใช้ PCV-13 2 ครั้ง ห่างกัน 6-8 สัปดาห์
- ควรฉีดเข็มกระตุ้นเมื่ออายุ 12-15 เดือน ถ้าเริ่มให้ก่อนอายุ 1 ปี
- ในเด็กปกติอาจพิจารณาฉีดแบบ 2+1 (รวมเป็นการฉีด 3 เข็ม) คือฉีดเมื่ออายุ 2, 4 และ 12-15 เดือน
- เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานผิดปกติ หลังจากฉีด PCV แล้วตามอายุอันควรดังข้างต้น ควรให้วัคซีนชนิด 23- valent polysaccharide ร่วมด้วยเมื่ออายุ 2 ปี ขึ้นไป อีก 2 เข็ม โดยเข็มแรกห่างจาก PCV โด๊สสุดท้าย 2 เดือน และฉีด 23- valent polysaccharide เข็มที่สองเมื่อ 5 ปีต่อมา
- ผู้ใหญ่อายุ 50 ปี ขึ้นไป ฉีด PCV-13 1 ครั้งเท่านั้น
ไข้กาฬหลังแอ่น
(Neisseria meningitidis)
ชนิด polysaccharide (MPSV 4)
- เฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป และมีข้อบ่งชี้ดังนี้
1. ผู้ที่จะเดินทางไปยังบริเวณที่มีการระบาดของเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นซึ่งมี ซีโรกรุ๊ปที่วัคซีนป้องกันได้ เช่น ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ และอุมเราะห์ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย
2. กรณีที่มีการระบาดของเชื้อซีโรกรุ๊ปที่มีในวัคซีนเกิดขึ้น
3. กรณีก่อนไปศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศอื่นที่กำหนดให้ต้องฉีดก่อนเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา
4. มีภาวะภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้บกพร่องได้แก่ ภาวะม้ามไม่ทำงานหรือขาดสารคอมพลีเม้นต์ส่วนปลาย
- ฉีดครั้งเดียว
ไข้กาฬหลังแอ่นชนิดคอนจูเกต (MCV4) - MCV4-DT (MenactraTM) ในผู้ที่อายุ 9 เดือน-55 ปี
- MCV4-CRM (MenveoTM) ในผู้ที่อายุ 2-55 ปี
- ข้อบ่งชึ้เหมือน MPSV4 ข้างต้น
- เด็กอายุ 9-23 เดือน ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน
- เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ ถ้ามีความเสี่ยงต่อการไปสัมผัสโรคเท่านั้น (ข้อ 1-3) ให้ 1 เข็ม แต่ถ้ามีความเสี่ยงเพราะม้ามไม่ทำงาน หรือขาดสารคอมพลีเม้นต์ให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 2 เดือน
- เด็กอายุ 11-18 ปีแข็งแรงดีที่จะไปเรียนในประเทศที่กำหนดให้ต้องฉีดให้ฉีด 1 เข็ม และซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 16 ปี ถ้าฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 16 ปี โดยต้องห่างจากเข็มแรก อย่างน้อย 2 เดือน
- การฉีดกระตุ้นซ้ำ ควรให้เมื่อยังมีความเสี่ยงโดยฉีด 5 ปี หลังเข็มสุดท้าย กรณีเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันในการต้านทานเชื้อนี้บกพร่อง (ข้อ 4) ให้ฉีดทุก 5 ปี
พิษสุนัขบ้า
(Rabies)
- ทุกคนที่ถูกสัตว์กัด
- ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อพิษสุนัขบ้า เช่น สัตวแพทย์ ผู้ทำงานในห้องปฏิบัติการ หรือผู้เดินทางเข้าไปในถิ่นที่มีโรคพิษสุนัขบ้าชุกชุม
- ฉีดก่อนสัมผัส วันที่ 0, 7, และ 21 (หรือวันที่ 28)
- ฉีดหลังสัมผัส ฉีดเข้ากล้ามวันที่ 0, 3, 7, 14, และ 30 (มีการฉีดหลังสัมผัสแบบเข้าใต้ผิวหนังดูรายละเอียดในเรื่องวัคซีนพิษสุนัขบ้า)